ประวัติวังปารุสกวัน

     

    วังปารุสกวัน

    เป็นสถานที่มีความสำคัญในประวัติศาสตร์เนื่องจากเป็นพระตำหนักที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เมื่อครั้งดำรงพระราชอิสริยยศเป็นสมเด็จ พระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธและได้พระราชทานให้สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 คราเสร็จนิวัติพระนคร เมื่อ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2440 หลังการเสด็จพระราชดำเนินเยือนยุโรปครั้งแรก พระองค์ทรงพิจารณาเห็นว่าบริเวณระหว่างคลองสามเสนกับคลองผดุงกรุงเกษมเป็นสถานที่ที่มีอากาศดีเพราะเป็นทุ่งและสวน และมีพระราชประสงค์จะสร้างเป็นพระราชอุทยานแบบพระราชวังในยุโรป จึงทรงซื้อที่ดินบริเวณดังกล่าวด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ และพระชาทานนามว่า สวนดุสิต ได้เริ่มลงมือปรับพื้นที่ในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2441 และเสด็จเถลิงพลับพลาครั้งแรกเมื่อ 1 มีนาคม พ.ศ. 2442 พระราชประสงค์เดิม พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 จะโปรดให้สร้างพระราชวังใหม่ในที่ดินริมแม่น้ำเจ้าพระยาหน้าวัดราชบูรณะ ค่อนมาทางถนนจักรเพชรแต่ด้วยพระราชวิเทโศบายที่จะขยายเขตเมืองประกอบกับทรงโปรดที่จะเสด็จออกมาประทับ ณ พระราชวัง สวนดุสิตเป็นประจำ จึงได้โปรดเกล้าฯ ให้มาสร้างพระราชวังในเขตดุสิตแทนที่เดิม ได้แก่ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระตำหนักสวนกุหลาบ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระที่นั่งนงคราญสโมสร และวังปารุสกวัน เป็นต้น วังปารุสกวัน

    เมื่อ พ.ศ. 2446 (ร.ศ. 122) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้พระสถิตย์นิมานกร เจ้ากรมโยธาธิการ ดำเนินการก่อสร้างพระตำหนักขึ้น 2 หลัง ในเขตวังปารุสกวัน เพื่อเตรียมไว้เป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ขณะดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธสยามมกุฎราชกุมาร และสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ขณะดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมขุนพิษณุโลกประชานาถ ในคราวเมื่อทรงสำเร็จการศึกษาจากประเทศรัสเซีย สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ ได้ทรงประทับอยู่ที่วังปารุสกวัน ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงพระราชทานให้อยู่ชั่วคราวส่วนพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ซึ่งในขณะนั้นดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ทรงประทับอยู่พระตำหนักจิตรลดา (เก่า) ซึ่งอยู่ติดวังปารุสวัน พระตำหนักสวนจิตรลดา และพระตำหนักสวนปารุสกวัน สร้างโดยใช้รูปแบบสถาปัตยกรรมคลาสสิก นายเปโรเลวี (BEYROLEYVI) สถาปนิกชาวอิตาเลียนเป็นผู้ออกแบบและควบคุมการก่อสร้าง

    ที่ตั้งวังปารุสกวัน

    ตามโฉนดเลขที่ 572 ในพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 ได้แสดงอาณาเขตวังปารุสกวันเนื้อที่ 33 ไร่ 1 งาน 80 ตารางวา ดังนี้

  • ทิศตะวันออก จรดถนนเบญจมาสนอก (ปัจจุบันคือถนนราชดำเนินนอก)
  • ทิศตะวันตก จรดถนนทับทิมใต้ ติดคลองรางเงินหรือ คลองเม่งเส็ง (ปัจจุบัน คือสถานีวิทยุกองพลที่ 1 รักษาพระองค์)
  • ทิศเหนือ จรดถนนดงตะวันนา (ปัจจุบันคือถนนศรีอยุธยา)
  • ทิศใต้ จรดถนนคอเสื้อ (ปัจจุบันคือถนนพิษณุโลก)
  • พระตำหนักสวนปารุสกวัน (พระตำหนักหลังใต้)

    ตามหลักฐานที่ปรากฏในหนังสือกระทรวงโยธาธิการ ที่ 66/1359 ลงวันที่ 22 ธันวาคม รัตนโกสินทรศก 122 กล่าวว่าพระตำหนักสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ พร้อมทั้งเรือนครัวและโรงม้าก่อสร้างขึ้นที่ตำบลสวนฝรั่งข้างถนนคอเสื้อ (ถนนพิษณุโลก) ซึ่งพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ได้ทรงอธิบายเกี่ยวกับตัวตึกและสถานที่ต่างๆ ในวังปารุสกวันในหนังสือที่ทรงพระนิพนธ์ เรื่อง “เกิดวังปารุสกวัน” ไว้ว่า ตัวตึกที่ทรงประสูติอยู่ทางด้านที่ติดกับวังจันทร์และตรงกันข้ามกับโรงโขนหลวง สวนมิสกวัน เป็นตึกที่ใช้เป็นสำนักงานราชการนับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง เดิมเป็นตึกสองชั้น ครั้นระหว่างพ่อเสด็จยุโรปในการแทนพระองค์ทูลกระหม่อมลุงที่งานราชาภิเษกสมเด็จพระเจ้ายอร์ชที่ 5 พระเจ้าแผ่นดินดังกฤษ พ่อได้ทรงสร้างชั้นที่สามขึ้นอีก แต่ไม่ได้สร้างทั้งชั้น ถึงกระนั้นปรากฏว่าเสียเงินหลายแสนบาท วังปารุสกวันในสมัยที่สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถยังมีพระชนมชีพ นั้น พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ทรงบรรยายว่า “ชั้นสามมีเพียง 4 ห้อง มีห้องบรรทมสำหรับพ่อกว้างขวางมาก ติดกับห้องบรรทมมีห้องแต่งพระองค์ของพ่อ และมีห้องสรง ต่อจากนั้น อีกด้านหนึ่งมีห้องพระและห้องเก็บอัฐิอยู่ติดห้องบรรทมอีกด้านหนึ่งนอกจากนั้น ยังมีดาดฟ้าใหญ่สองข้าง พ่อโปรดการปีนหลังคาเป็นที่สุด พอข้าพเจ้าโตพอก็ปีนด้วยกับท่าน ชั้นสองมีห้องแต่งตัวของหม่อมคัทริน ห้องน้ำของหม่อมคัทริน ห้องเขียวซึ่งเป็นห้องที่มีเปียโนและเครื่องตกแต่งอันเป็นของหม่อมคัทริน โดยเฉพาะต่อจากนั้น จะมีห้องที่เรียกว่า ห้องแดงเพราะทาสีฉูดฉาด ห้องนั้นแต่เดิมเป็นห้องเฉลียง แต่สมเด็จกรมหลวงพิษณุโลกประชานาถได้จัดทำฝาอย่างแน่นหนาและเสริมหลังคาจนกลายเป็นห้องขึ้นอีกห้องหนึ่ง ห้องนี้กลายเป็นห้องเขียนหนังสือของสมเด็จกรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ทรงนิพนธ์ว่า “บนชั้นสองนี้ มีห้องหนึ่งค่อนข้างเล็ก เป็นห้องเสวยชั้นบน พ่อมักเสวยอาหารเช้าและกลางวันสองต่อสองกับแม่ในห้องนั้น เมื่อก่อนสร้างชั้นสาม ห้องที่อยู่ถัดจากห้องเสวยชั้นบนเป็นห้องบรรทมและข้าพเจ้าเองได้เกิดที่ห้องนั้น อีกมุมหนึ่งของตำหนักเป็นที่อยู่ของพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์มีห้องนอนและห้องนั่งเล่น ชั้นล่างนั้น ด้านหน้ามีท้องพระโรงติดอยู่กับที่จอดรถ เป็นห้องโถงซึ่งมีมหาดเล็กเวรประจำอยู่สองคนเสมอ เป็นห้องที่มีโทรศัพท์และมีสมุดลงนาม ซึ่งคนที่มาเฝ้าจะลงนามเฝ้าเสมอ ต่อจากนั้น มีห้องรับแขกขนาดใหญ่ ของสมเด็จฯ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ห้องรับแขกขนาดเล็กของหม่อมคัทริน ถัดจากนั้นเป็นห้องเสวยใหญ่ จัดทำฝาเป็นไม้ขัดมันแกะสลักอย่างงดงาม ทำตามแบบห้องกินข้าวอย่างบ้านผู้ดีอังกฤษดึกดำบรรพ์ ต่อจากนั้นก็มีห้องเฉลียงใหญ่ มีโต๊ะบิลเลียดซึ่งมีฝาบิดจึงใช้เป็นโต๊ะเล่นปิงปองได้ด้วย” ใต้ห้องนอนและห้องนั่งเล่นของพระองค์เจ้าจักรพงษ์ นั้น พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ทรงอธิบายว่า “ที่ชั้นล่างเป็นหมู่ห้องอันอยู่แยกตามลำพัง มีห้องนั่ง ห้องนอน ห้องน้ำพร้อมเฉพาะสำหรับใช้รับแขกตามธรรมเนียมวังเจ้านาย ห้องหับสำหรับมหาดเล็ก ข้าหลวงบนตำหนักไม่มี แต่จะไปอาศัยอยู่ในส่วนหนึ่งของตำหนักที่เรียกว่า อัมพะวา” พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ทรงนิพนธ์ว่า “ในอัมพะวานั้นยังมีโรงม้า มีม้าของพ่ออยู่ราว 6 ตัว คนเลี้ยงม้าสมัยนั้นมักจะเป็นชาวมาลายูเหล่านี้ก็มีที่โรงแถวแยกอยู่ต่างหากนอกจากนั้น ยังมีโรงรถยนต์ ซึ่งทำเป็นเรือนสองชั้น รถยนต์อยู่ในโรงข้างล่างคนขับรถมีห้องหับอยู่ชั้นบนเหนือโรงรถ” พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ได้ทรงนิพนธ์เกี่ยวกับสภาพภายในวังปารุสก์อีกว่า “มีสวนขนาดใหญ่ และมี “ภูเขา” ได้ถึงสามลูก ซึ่งสร้างขึ้น อีกทั้งมีถ้ำอันใหญ่และเกือบมืด ทั้งมีน้ำพุและน้ำตก สวนนั้นยังมีคลองกว้างและยาวตลอดบริเวณวัง ต่อจากนั้น ยังมีสระน้ำขนาดใหญ่สองสระ” ภูเขาสามลูกที่กล่าวถึง หากสันนิษฐานจากสิ่งที่ปรากฏปัจจุบัน เขาลูกหนึ่งที่เรียกว่าเขากระโจม น่าจะเป็นเนินพลับพลาที่ประทับที่ยกสูง ภายใต้พลับพลาเป็นโถงโล่ง คล้ายถ้ำปัจจุบันมีผู้เรียกว่า “เทวาลัย” ไม่ทราบที่มาของชื่อนี้ แต่อาจจะเป็นเพราะลักษณะสถาปัตยกรรมรูปปั้นหัวราชสีห์แบบยุโรป รูปปูนปั้นเป็นใบหน้าของผู้ปกปักษ์รักษาโดยรอบ และที่อยู่เหนือทางเข้าด้านล่าง พลับพลา หรือเขากระโจมนี้ได้ระบปีที่สร้าง ร.ศ. 130 (พ.ศ. 2454) ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่คณะนายทหารชั้นผู้น้อยเตรียมก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง แต่สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ ทรงล่วงรู้และทำการจับกุมเสียก่อน ภูเขาอีกลูกหนึ่ง น่าจะเป็น “เขามอ” ซึ่งอยู่ทางทิศเหนือของพระตำหนักปารุสกวันเพราะเป็นเขาที่ก่อเป็นถ้ำมีน้ำตก ประดับด้วยไม้ดัดและไม้ยืนต้น ซึ่งมีต้นไม้เก่า คือ ต้นปีบและต้นพิกุล ต่อจากเขามอ มีสระน้ำอยู่ 2 แห่ง น่าจะเป็นสระน้ำซึ่งมีศาลาแปดเหลี่ยมที่อยู่ในเขตของกองบัญชาการตำรวจนครบาลและสระใกล้พระตำหนักจิตรลดาปัจจุบัน (ปัจจุบันบูรณะและจัดเป็นพิพิธภัณฑ์วังปารุสกวันอีกแห่งหนึ่งในความดูแลของกองบังคับการตำรวจนครบาล) ส่วนภูเขาลูกที่สาม น่าจะเป็นเนินแท่นน้ำพุสูงในสวนแบบตะวันตกทางด้านตะวันตกของวังปารุสกวัน ด้านบนก่อเป็นถ้ำเล็กๆ ภายในถ้ำมีตุ๊กตาหญิงยุโรป 2 คน จากถ้ำจะมีน้ำตกไหลลงที่รองรับคล้ายใบบัววิคตอเรียสู่อ่างเบื้องล่าง จัดจากเนินสวนนี้ไปด้านหลังจะเป็นคลองเม่งเส็ง เขาแห่งนี้ถูกรื้อทำลายไปขณะทีมีการก่อสร้างกองบัญชาการตำรวจนครบาล

    พระตำหนักจิตรลดา (พระตำหนักหลังเหนือ)

    พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ได้ทรงนิพนธ์เกี่ยวกับพระตำหนักจิตรลดา ว่า “ทางอีกด้านหนึ่งของตัววัง ที่อยู่ตรงมุมใกล้กับลานพระบรมรูปทรงม้า มีตำหนักอีกหลังหนึ่งคือ จิตรลดาของทูลหม่อมลุง (หมายถึงพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว) พ่อเรียกตำหนักนี้ว่า เรือนรับแขก ทั้งนี้เพราะสำหรับพ่อ นั้น ท่านไม่นึกถึงวังปารุสก์ว่าเป็น “วัง” สำหรับท่าน เป็น “บ้าน” ของท่าน คำว่าตำหนักไม่มีในพระทัยท่าน ท่านว่ามีเรือนที่เราอยู่และเรือนรับแขกอีกหลังหนึ่ง เมื่อทูลหม่อมลุงทรงย้ายไปจากตำหนักนั้นแล้ว ต่อมาได้จัดการตกแต่งใหม่หมดอย่างสวยงาม” พระตำหนักจิตรลดาเป็นพระตำหนัก 2 ชั้น ก่ออิฐฉาบปูนปั้นประดับอย่างวิจิตร กันสาดหน้าต่างเป็นรูปโค้งลวดลายแบบเดียวกับพระที่นั้งอัมพรสถาน ชั้นล่างประกอบด้วยห้องต่างๆ ที่สำคัญคือห้องโถงใหญ่ซึ่งคงใช้เป็นท้องพระโรงในสมัยก่อน มีการตกแต่งฝาประดับด้วยไม้จำหลักลายงดงาม ส่วนชั้นบนปีกด้านใต้เป็นห้องชุดประกอบด้วยห้องบรรทม ห้องทรงพระอักษร หรือห้องรับรองแขกส่วนพระองค์ ห้องแต่งพระองค์ และห้องสรง ห้องชุดดังกล่าวมีการตกแต่งลวดลายบัวที่ฝา ฝ้าเพดานบานประตูและกรอบประตูอย่างงดงาม ส่วนห้องอื่นๆ มีการตกแต่งน้อยกว่าห้องชุดดังกล่าว

    งบประมาณการก่อสร้าง

    งบประมาณการก่อสร้างวังปารุสกวัน นั้น เป็นงบประมาณส่วนหนึ่งของงบการสร้างพระราชวังดุสิตจากพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ในพระคลังข้างที่ ใช้งบประมาณครั้งแรกประมาณ 70,000 บาทการต่อเติมและซ่อมแซมต่างๆ เกี่ยวกับพระตำหนักนั้นได้เบิกจากพระคลังข้างที่เช่นกัน ดังปรากฏในลายพระราชหัตถเลขาของสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เมื่อ 9 กันยายน ร.ศ.124 และ 12 พฤษภาคม ร.ศ.129 กราบบังคมทูลขอพระราชทานเงินเพื่อทำบานหน้าต่างกระจกพระตำหนักวังปารุสกวันกับขอพระราชทานเงินหลวงในการต่อเติมเฉลียงของพระตำหนักทั้ง 2 ชั้น ตามลำดับ การก่อสร้างเสร็จประมาณ พ.ศ. 2448 (ร.ศ. 124) และได้มีพระราชพิธีขี้นพระตำหนักเมื่อวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2449

    อย่างไรก็ดี สถานะของวังปารุสกวันจะเป็นของส่วนพระองค์ หรือของหลวงนั้นมีข้อความที่แตกต่างกันกล่าวคือ สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ ทรงถือว่าวังปารุสกวันเป็นเสมือนบ้านของหลวงไม่ใช่ของส่วนพระองค์ดังเช่นที่ปรากฏข้อความในพระราชหัตถเลขาถึงพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ลงวันที่ 9 กันยายน ร.ศ. 125 ว่า “บ้านนี้เปนบ้านหลวง เพราะฉะนั้นการที่ทำนั้นเป็นประโยชน์แก่หลวง และตัวบ้านเองก็ย่อมตกเป็นของหลวงอยู่เอง”และพระราชหัตถเลขา ลงวันที่ 12 พฤษภาคม ร.ศ. 129 ว่า “บ้านนี้เปนบ้านหลวงสมควรต้องขอรับพระราชทานพระบรมราชานุญาตเสียก่อน กับถ้าโปรดเกล้าฯ พระราชทานเงินหลวงในค่าทำได้ด้วย ก็จะเป็นพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้” แต่เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เสด็จขึ้นเสวยราชย์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระตำหนักจิตรลดา อันเป็นที่ประทับเดิมที่อยู่ในบริเวณวังปารุสกวันด้านเหนือ เพื่อแลกเปลี่ยนกับที่บริเวณท่าวาสุกรีของสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยายมราช (ปั้น สุขุม) เป็นผู้อำนวยการจัดซ่อมแซมวังปารุสกวันและพระตำหนักพระราชทานแก่พระเจ้าน้องยาเธอ เมื่อ พ.ศ. 2454 ประตูโดยรอบกำแพงวังให้ติดตราจักรและตะบองอันเป็นตราประจำพระองค์ของสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ ซึ่งได้เสด็จประทับอยู่ ณ พระตำหนักปารุสกวันตลอดพระชนมายุและเสด็จทิวงคต เมือวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2463 ณ ประเทศสิงคโปร์ โดยพระโกศทองน้อยของพระองค์ได้ประดิษฐานบำเพ็ญพระราชกุศล ณ ห้อง “เต้นรำ” พระตำหนักจิตรลดา” ในหนังสือเกิดวังปารุสก์ พระนิพนธ์ของพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ได้ทรงพระนิพนธ์ในหนังสือเกิดวังปารุสก์ ถึงเรื่องราวเกี่ยวกับสมเด็จพระบิดา พระองค์ท่านและวังปารุสกวัน ว่า กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถได้ทรงประทับอยู่วังปารุสกวัน แต่ไม่ได้ทรงรับพระราชทานวังอย่างสมพระเกียรติยศ เช่นลูกหลานของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 องค์อื่นๆ ว่า “การที่พ่อไม่มีวังใหญ่ที่จะเป็นมรดกได้นั้น เรื่องราวเป็นอย่างนี้ แต่เดิมทูลปู่ (สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) ได้ทรงกะที่ดินแภวที่เป็นท่าวาสุกรี บัดนี้ เพื่อที่จะเป็นวังของพ่อ (กรมหลวง-พิษณุโลกประชานาถ) ตำหนักสองตำหนักที่อยู่ในวังปารุสกวัน บัดนี้ ได้ทรงสร้างขึ้นเพื่อรักษาเป็นของหลวงและทูลหม่อมลุง (สมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว) ได้ประทับอยู่ที่ตำหนักใกล้ลานพระบรมรูป เรียกว่าตำหนักจิตรลดา ส่วนพ่ออยู่ที่วังปารุสก์ ทั้งสองต่างแยกกันอยู่และมีกำแพงกั้น เข้าใจกันว่าพ่อจะย้ายไปอยู่ท่าวาสุกรี ทูลกระหม่อมลุงจะย้ายไปอยู่วังจันทร์ เวลานั้น ได้เพียงแต่ก่อฐานรากตัวตึก แต่บังเอิญทูลกระหม่อมปู่สวรรคต” พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ได้ทรงนิพนธ์อธิบายในหนังสือเกิดวังปารุสก์ เพิ่มเติมอีกว่า “ เมื่อทูลหม่อมลุงเสด็จขึ้นครองราชสมบัติเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ท่านก็ได้ทรงย้ายจากตำหนักจิตรลดาไปประทับอยู่ในพระราชวังหลวง หรือพระราชวังดุสิต การสร้างตำหนักที่วังจันทร์เกษมก็เป็นอันเลิก พ่อก็ควรจะได้รับเงินตามธรรมเนียมเพื่อสร้างวังของท่านที่ท่าวาสุกรี และวังนั้นคงจะได้รับนามว่า วังพิษณุโลกเช่นเดียวกับวังสุโขทัยหรือวังเพชรบูรณ์ที่มีต่อมาภายหลังแต่บังเอิญทูลหม่อมลุงอยากจะได้ที่ริมแม่น้ำสร้างท่าวาสุกรี และพ่อก็อยากอยู่ที่วังปารุสก์ต่อไป เพราะท่านก็สบายของท่านอยู่แล้ว ทูลหม่อมลุงทรงยกตำหนักจิตรลดาและที่ดินรอบนั้นให้พ่อ ตกลงให้บริเวณใหญ่ทั้งหมดโดยมีถนนรอบทั้งสี่ด้านเป็นวังปารุสก์ พ่อจึงจัดการรื้อกำแพงระหว่างสองบริเวณเดิมเวลารื้อกำแพงนั้น ข้าพเจ้าจำได้ดี อนึ่งเพราะพ่อแม่เข้าพระทัยว่า วังปารุสก์ก็เป็นของท่านท่านจึงได้จัดติดตราของท่านคือ จักรและตะบองตามประตู กำแพง ทุกประตูรอบวัง ดังข้าพเจ้าเชื่อว่าใครๆ ก็ยังเห็นด้วยตาของตนได้จนบัดนี้ ถ้าท่านยังทรงคิดว่า วังปารุสก์เป็นของหลวงพระราชทานให้อาศัยอยู่ชั่วคราวแล้ว ท่านคงจะไม่ติดตราของท่านเป็นแน่ แต่ท่านมิได้พระราชทานโฉนด”

    รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ก็มิได้โปรดเกล้าฯ ออกหนังสือพระราชทานกรรมสิทธิ์ ให้แก่ สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาภ ดังเช่นที่มีการออกหนังสือใน พระปรมาภิไธยยกที่ดินและพระตำหนักให้แก่พระเจ้าลูกเธอพระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์ และองค์อื่นๆ ตามหลักฐานโฉนดวังปารุสกวัน อยู่ในพระปรมาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 และมิได้มีการโอนเป็นกรรมสิทธิ์พระราชทานแก่พระเจ้าน้องยาเธอ สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ ซึ่งปรากฏในหนังสือเกิดวังปารุสก์กล่าวว่าขณะที่สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถประชวรหนักอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ ได้โปรดให้พระยายุทธการเขียนพินัยกรรมเพื่อให้ท่านทรงเซ็นพระนามยกพระราชทรัพย์ให้หม่อมเจ้าหญิงชวลิตโอภาส ให้เป็นผู้ดูแลเลี้ยงดูพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ต่อมาภายหลังโฉนดที่ดินฉบับนี้ได้โอนเป็นของทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2498 และอยู่ในความดูแลของสำนักพระราชวัง สำหรับที่ดินที่ท่าวาสุกรี ซึ่งกล่าวว่าจะเป็นที่สร้างของสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ นั้น มีเอกสารกล่าวว่าพระบาทสมเด็๗พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาวรพงษ์พิพัฒน์ สร้างพระตำหนักแพและสะพานท่าน้ำที่ปลายถนนพระฉนวนใกล้ประตูคลองท่าใต้วัดราชาธิวาสสำหรับเป็นท่าเทียบเรือพระที่นั่งของพระราชวังดุสิต พระราชทานนามว่า “ท่าวาสุกรี” ปัจจุบันท่าวาสุกรียังใช้เป็นท่าเทียบเรือพระที่นั่งและมีโรงเก็บเรือพระราชพิธีส่วนหนึ่งด้วย

    ที่มาของชื่อวัง “ปารุสกวัน”

    บางแห่งกล่าวว่า “วังปารุสกวัน” แปลว่าสวนมะปรางค์ แต่มีในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนากล่าวว่าสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ซึ่งเป็นที่ประทับของท้าวสักกะเทวราชหรือพระอินทร์ ในสวรรค์ชั้นนี้มีสวนที่สวยงาม 4 แห่ง มีชื่อว่า สวนนันทวัน จิตรลดา มิสกวัน และปารุสกวัน ถ้าพิจารณาถึงนามพระที่นั่งอัมพรสถาน พระที่นั่งต่างๆและพระราชอุทยานในเขตพระราชวังพระที่นั่งและพระราชอุทยานสำหรับสวนมิสกวัน ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับวังปารุสกวันเดิมเป็นโรงโขนหลวง ปัจจุบันเป็นที่ตั้งกองบัญชาการกองทัพภาคที่ 1 วังปารุสกวันหลังการเสด็จทิวงคต

  • ปี พ.ศ. 2463 – 2464 หลังจากที่สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ เสด็จทิวงคตเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2463 ณ ประเทศสิงคโปร์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาล ที่ 6 ได้โปรดเกล้าฯ ให้ใช้วังปารุสกวันเป็นที่รับรองแขกเมืองที่สำคัญๆ หลายครั้งรวมทั้งได้ซ่อมแซมวังปารุสกวัน เพื่อประกอบพิธีพระราชทานพระสุพรรณบัตร สถาปนาพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าลักษมีลาวัณขึ้นเป็นพระนางเธอลักษมีลาวัณ เมื่อปี พ.ศ. 2464 (พระนามเดิมหม่อมเจ้าหญิงวรรณพิมลวรวรรณ พระธิดาในพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณากร กรมพระนราธิปประพันธ์พงษ์)
  • ระหว่างปี พ.ศ. 2470 -2474 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าหยู่หัวรัชกาลที่ 7 ได้โปรดเกล้าฯ ให้ซ่อมพระตำหนักปรับปรุงสวนบริเวณวังปารุสกวัน และซื้อเครื่องเรือนรวมทั้งพรมที่ใช้ปูพระตำหนักทุกห้องจากต่างประเทศ เพื่อให้เป็นที่ประทับของดุ๊กเดอบรามังค์มกุฎราชกุมารเบลเยี่ยมและพระชายา และเป็นที่รับรอง ฯพณฯ ปอล เรโนด์ เสนาบดีว่าการเมืองขึ้นของฝรั่งเศส
  • วังปารุสกวันหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 หลังจากที่คณะราษฎร์ได้ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 แล้ว ปรากฏว่าวังปารุสกวันได้ใช้เป็นสถานที่ราชการและที่พักของบุคคลสำคัญตลอดมา เช่น วันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2475 คณะราษฎร์ได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตใช้วังปารุสกวันเป็นสถานที่ทำการและที่พักโดยการปรับปรุงและดัดแปลงพระตำหนักทั้งสองหลัง ดังนี้ ตำหนักจิตรลดาใช้เป็นสถานที่อยู่ของคณะราษฎร์ 14 คน โดยจัดห้องนอนชั้นบน 9 เตียง ตำหนักปารุสกวัน ใช้เป็นที่อยู่ของพระยามโนปกรณ์นิตาดา (นามเดิม ก้อน หุตะสิงห์) ประธานคณะราษฎร์ กับเป็นที่จัดทำการและที่ประชุมของคณะราษฎร์ โดยชั้นบนจัดเป็นห้องนอน 2 ห้อง ชั้น 2 ด้านใต้ห้องนอนด้านตะวันออก จัดเป็นห้องนอนของประธานคณะราษฎร์ ถัดมาเป็นห้องประชุม ห้องรับแขก และห้องพัก ทางด้านเหนือ ห้องตะวันออกและห้องแต่งพระองค์ เป็นห้องทำงานของคณะราษฎร์ ห้องแต่งตัวและห้องอื่นๆ ต่อๆ ไปเป็นห้องนั่งเล่น ห้องรับแขก ชั้นล่างจัดเป็นห้องรับแขก ห้องพัก และห้องนอน ห้องเสวยเดิมเป็นห้องรับประทานอาหารของคณะราษฎร์ สำหรับเรือนบริเวณหลังพระตำหนักจัดให้คนใช้พัก 14 คน การจัดเตรียมสถานที่ในครั้งนั้นเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบได้รื้อของใช้เดิมจากพระตำหนักทั้งสองไปเก็บรวมไว้ที่ท้องพระโรง และบนพระตำหนักวังสวนกุหลาบ และจัดหาของใหม่มาใช้แทน มีหลักฐานปรากฏว่าคณะผู้จัดเตรียมสถานที่ได้หาของทุกวัง “สวนกุหลาบ อัมพร โรงโขน วังหลวง” มาแทนส่วนที่รื้อออก และสำหรับที่รื้อออกได้เก็บไว้ที่ห้องแถวนอกกำแพงชั้นใน 16 ธันวาคม พ.ศ. 2481 ประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ได้ประกาศในพระปรมาภไธย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ให้นายพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา ซึ่งพ้นจำตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้พำนักอยู่ในวังปารุสกวันสืบต่อไปจนตลอดชีพ ทั้งนี้เพื่อเป็นเกียรติสำหรับรัฐบุรุษผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะของพระราชทานรัฐธรรมนูญ และดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาของนายพันเอกหลวงพิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีคนใหม่ พระยาพลหพลพยุหเสนา ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2490
  • พ.ศ. 2490 - 2501 กรมเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้รับพระบรมราชานุญาต ให้ใช้วังปารุสกวันเป็นสถานที่ทำงานและเมื่อได้ส่งมอบสถานที่คืนแล้ว สำนักพระราชวังได้จัดเจ้าหน้าที่มาประจำคอยดูแลและได้ใช้เป็นที่รับแขกของรัฐบาลเป็นครั้งคราว ต่อมานายกรัฐมนตรี จอมพล แปลก พิบูลสงคราม ได้ทำหนังสือขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตขอใช้พระตำหนักปารุสกวัน (ตึก 3 ชั้น) เป็นสถานที่พักของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เข้ามาประชุมรัฐสภา ให้เหตุผลว่าเพื่อเป็นเกียรติแก่สมาชิก และเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเรื่องที่พัก
  • พ.ศ. 2492 คณะกรรมการเศรษฐกิจเอเชียและตะวันออกไกล (ECAFE) ได้ขอใช้ตำหนักปารุสกวันเป็นที่ทำงานเมื่อ 18 มกราคม พ.ศ. 2492 สำนักพระราชวังได้นำความเรียนต่อคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในพระปรมาภิไธย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งคณะผู้สำเร็จราชการฯ ได้มีมติอนุญาตให้ใช้ได้ ต่อมา ECAFE ได้ขอดัดแปลงแก้ไขตึกพลเรือนให้กว้างขวางยิ่งขึ้น เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทำงานได้พอ สำนักพระราชวังจึงได้มอบให้กรมศิลปากร ส่งเจ้าหน้าที่มาร่วมพิจารณา
  • พ.ศ. 2495 หน่วยงาน ECAFE ได้ย้ายสถานที่ทำงานไปอยู่ที่อื่น สภาเศรษฐกิจแห่งชาติได้เตรียมที่จะขอเข้ามาใช้สถานที่แทน หากแต่คณะรัฐมนตรีโดยการอนุมัติของ จอมพล แปลก พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ได้มอบพระตำหนักปารุสกวัน หรือที่เรียกว่า ตึกพลเรือน ให้กรมตำรวจใช้ในราชการ และได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตเมื่อ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2475 อนึ่ง เมื่อ พ.ศ. 2492 และ พ.ศ. 2501 กองทัพบกได้ทำเรื่องขอสงวนที่ดินระหว่างคลองเม่งเส็ง กับเขตวังปารุสกวันเพื่อสร้างที่พักอาศัยให้นายทหารและเจ้าหน้าที่ต่างๆ พร้อมทั้งขอขยายรั้วบริเวณคลองเม่งเส็งเข้าไปในเขตวังปารุสกวัน แนวคลองเม่งเส็งที่ยังปรากฏให้เห็นจะมีแนวคลอง ผ่านเขตพระราชฐานสวนอัมพร เขตวิทยุกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ กระทรวงศึกษาธิการ (วังจันทร์เกษม)ได้ทำถนนซีเมนต์เหนือคลอง หากไม่มีการถมคลองนี้จะไหลทะลุออกคลองผดุงกรุงเกษม วังปารุสกวันกับสำนักข่าวกรองแห่งชาติ สำนักข่าวกรองแห่งชาติ ได้รับมอบพระตำหนักปารุสกวัน (ตึกพลเรือน) และพื้นที่บริเวณ วังปารุสกวันส่วนหนึ่งจากกรมตำรวจ โดยการอนุมัติของจอมพล แปลก พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี สมัยนั้น เป็นสถานที่ทำงานเมื่อเริ่มก่อตั้งกรมประมวลราชการแผ่นดิน สังกัดทบวงคณะรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2497 การก่อสร้างอาคาร
  • ระหว่าง พ.ศ. 2499 - 2504 กรมประมวลข่าวกลางได้สร้างอาคาร 3 ชั้น และ 2 ชั้นในพื้นที่บริเวณวังปารุสกวันฝ่ายพลเรือน
  • พ.ศ. 2514 กรมประมวลข่าวกลาง ได้รับมอบพื้นที่ในส่วนที่เป็นหน่วยปฏิบัติงานกองกำกับการรักษาสถานที่ตำรวจนครบาลวังปารุสกวันด้านถนนพิษณุโลก จากกรมตำรวจเพื่อสร้างอาคาร ที่ทำงานเพิ่มเติม และในพื้นที่ดังกล่าวมีอาคารเรือนครัวฝรั่งและเขากระโจมที่ปลูกสร้างอยู่ติดมาด้วย
  • พ.ศ. 2518 กรมประมวลข่าวกลางได้ทำหนังสือถึงสำนักทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เพื่อขออนุญาตรื้อถอนอาคารเรือนครัวฝรั่งพร้อมทั้งแจ้งให้ทราบถึงเรื่องปลูกสร้างอาคาร 2 ชั้น และอาคาร 4 ชั้น ในพื้นที่วังปารุสกวันส่วนที่ได้รับมอบจากกรมตำรวจ ซึ่งสำนักทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ได้แจ้งให้ทราบว่า วังปารุสกวันอยู่ในบัญชีทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ที่ได้รับมอบจากพระคลังข้างที่ แต่มอบให้อยู่ในความดูแลของสำนักพระราชวัง ที่ผ่านมากรมประมวลข่าวกลางเข้ามาอยู่ใน วังปารุสกวันโดยมิได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตมาก่อน ดังนั้น กรมประมวลข่าวกลางจึงได้ติดต่อขอให้สำนักพระราชวังเป็นผู้พิจารณาดำเนินการนำความกราบบังคมทูลขอพระราชทาน พระบรมราชานุญาตให้กรมประมวลข่าวกลางได้ใช้ตำหนักปารุสกวัน (ตึกพลเรือน) และพื้นที่บริเวณที่ได้รับมอบจากกรมตำรวจเป็นสถานที่ทำงานอย่างถูกต้องตามระเบียบต่อไปพร้อมทั้งขออนุญาต รื้ออาคารโรงครัวฝรั่งด้วย ต่อมาสำนักพระราชวังได้มีหนังสือที่ พว.0001/2334 ลงวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2518 แจ้งว่าได้มีพระบรมราชานุญาตให้กรมประมวลข่าวกลางใช้อาคารตึกพลเรือนและรื้ออาคารเก่าหนึ่งหลัง (เรือนครัวฝรั่ง) ในบริเวณวังปารุสกวันได้
  • ปัจจุบัน

    วังปารุสกวันบริเวณที่สำนักข่าวกรองแห่งชาติเข้าใช้ปฏิบัติงานนั้น อยู่ในความดูแลของสำนักพระราชวังตามความในมาตรา 5 วรรค 2 แห่งพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินงานฝ่ายพระมหากษัตริย์ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2491 แต่สำนักพระราชวังได้ส่งโฉนดให้สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์รักษาไว้ ส่วนสถานที่มิได้ส่งมอบเพราะถือว่าเป็นเครื่องอุปโภค ตามมาตรา 5 วรรคแรกแห่งพระราชบัญญัติฯ ทั้งนี้โฉนดวังปารุสกวันหมายเลข 582 ซึ่งเดิมอยุ่ในพระปรมาภิไธย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ได้โอนมาเป็นของสำนักทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เมื่อ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2498 กรมศิลปากรได้มีหนังสือที่ ศธ. 0704/182 ลงวันที่ 14 มกราคม พ.ศ.2529 แจ้งเรื่องโครงการอนุรักษ์โบราณสถานในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและได้พิจารณาให้พระตำหนักปารุสกวัน ซึ่งสำนักข่าวกรองแห่งชาติใช้อยู่เป็นสถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งมีชื่ออยู่ในทะเบียนบัญชีดังกล่าว สมควรจะได้รับการอนุรักษ์ให้คงอยู่ในสภาพเดิม หากมีโครงการซ่อมแซมทั้งภายในและภายนอกตึกอาคารที่ทำการ รวมทั้งบริเวณให้แจ้งและปรึกษากรมศิลปากร ด้วยเหตุนี้เมื่อสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ได้ตั้งงบประมาณผูกพัน 3 ปี (พ.ศ. 2533 – 2535) จำนวนเงิน ทั้งสิ้น 9,300,000 บาท เพื่อทำการบูรณะซ่อมแซมพระตำหนักปารุสกวัน จึงได้แจ้งเรื่องนี้ให้กรมศิลปากรทราบ และขอเจ้าหน้าที่ของกรมศิลปากรมาเป็นผู้ควบคุมดูแลจนงานแล้วเสร็จ โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะรักษารูปแบบสีห้องในพระตำหนักให้เสมือนสมัยที่ยังเป็นที่ประทับของ สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ ให้มากที่สุด พระตำหนักปารุสกวันได้รับรางวัลอนุรักษ์ดีเด่นประจำปี พ.ศ. 2536 จากสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ รองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติได้เข้ารับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2536 ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน