ที่ประชุมคณะกรรมาธิการที่ 5 (ด้านบริหารและงบประมาณ) ของสมัชชาสหประชาชาติ (United Nations General Assembly-UNGA) ระบุเมื่อ 9 ต.ค.68 ว่า ประเทศสมาชิก 57 ประเทศค้างชำระเงินสมทบภาคบังคับ 1,870 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากทั้งหมด 3,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งรวมถึงประเทศผู้สนับสนุนหลักของ UN เช่น สหรัฐฯ จีน รัสเซีย เม็กซิโก อาร์เจนตินา และเวนาซุเอลา ส่งผลให้ UN อาจต้องกู้เงินจากกองทุนหมุนเวียนและบัญชีพิเศษ รวมถึงระงับการคืนเงินคงเหลือและสินเชื่อต่างๆ เพื่อรักษาสภาพคล่องขององค์การและงบประมาณสำหรับปี 2569 ซึ่งที่ประชุมยังแสดงความกังวลว่า หากประเทศสมาชิกระงับหรือชำระเงินสมทบล่าช้า อาจกระทบต่อความสามารถในการดำเนินภารกิจหลักขององค์การในด้านสันติภาพ มนุษยธรรม และการพัฒนาอย่างยั่งยืน รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาความขัดแย้งทั่วโลก
นอกจากนี้ UN ยังระบุถึงความจำเป็นในการปรับลดกำลัง จนท. รักษาสันติภาพ ทั่วโลกลงร้อยละ 25 หรือประมาณ 13,000–14,000 นาย ใน 9 ภารกิจหลัก เนื่องจากการขาดแคลนงบประมาณ โดยสหรัฐฯ เป็นผู้สนับสนุนงบประมาณด้านการรักษาสันติภาพรายใหญ่ที่สุดของ UN หรือมากกว่าร้อยละ 26 ของงบประมาณทั้งหมด (รองลงมาคือจีนที่ร้อยละ 24) ค้างชำระงบประมาณรวม 2,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐทั้งนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ยกเลิกงบประมาณด้านการรักษาสันติภาพจำนวน 800 ล้านดอลลาร์สหรัฐเมื่อ ส.ค.68 กับทั้งเสนอให้ยกเลิกงบประมาณสำหรับภารกิจรักษาสันติภาพของ UN ในปี 2569 โดยอ้างถึงความล้มเหลวของการปฏิบัติการในมาลี เลบานอน และคองโก