หน่วยบังคับใช้กฎหมายทางทะเลมาเลเซีย (MMEA) ประกาศเมื่อ 17 พ.ย.68 สั่งยุติภารกิจค้นหาผู้สูญหายจากเหตุเรือผู้อพยพล่มบริเวณน่านน้ำไทย-มาเลเซียเมื่อ 15 พ.ย.68 โดยสามารถช่วยเหลือผู้รอดชีวิตได้ 14 ราย และกู้ร่างผู้เสียชีวิต 36 ราย ส่วนใหญ่เป็นชาวโรฮีนจาและชาวบังกลาเทศที่หลบหนีออกจากเมียนมาห้วงต้น พ.ย.68 ซึ่งเชื่อว่า บางส่วนตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์ ขณะเดียวกัน ดาโต๊ะ ซรี ไซฟุดดิน นาซูตียน อิสมาอิล รมว.กระทรวงความมั่นคงภายใน ระบุว่า ปัญหาเรือผู้อพยพล่มไม่ใช่เพียงประเด็นความมั่นคงชายแดน แต่ควรพิจารณาปัจจัยผลักดันให้ผู้อพยพ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวโรฮีนจา ต้องออกจากเมียนมาและค่ายพักพิงในบังกลาเทศมายังมาเลเซีย โดยเฉพาะชาวโรฮีนจาที่ไม่ได้รับการยอมรับว่า เป็นพลเมืองเมียนมาต้องอาศัยอย่างแออัดในค่ายพักพิงค็อกซ์บาซาร์กว่า 1.2 ล้านคน และได้รับความช่วยเหลือจากนานาชาติลดน้อยลงอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ทำให้บางประเทศ เช่น สหรัฐฯ ซึ่งเคยเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของการตั้งถิ่นฐานใหม่ ไม่รับผู้ลี้ภัยอีกต่อไป ส่งผลให้ผู้อพยพต้องแสวงหาจุดหมายปลายทางใหม่ ขณะที่มาเลเซีย แม้ไม่ได้ลงนามในอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย ปี 2494 ก็ไม่อาจเพิกเฉย หากตรวจพบเรือผู้ลี้ภัยในน่านน้ำ จึงต้องเข้าช่วยเหลือตามหลักมนุษยธรรม